Categories
News&Update

5 เทคนิค สยบลูกค้า

#ซบเซาแค่ไหน #ก็ขายดิบขายดี
5 เทคนิคนี้ สายตาของ Customer และ Marketer มองเห็นต่างกัน
ฉะนั้นอยากถามว่า ในฐานะที่คุณเองก็เป็น Marketer..
คุณเห็น..เหมือนอย่างที่เราเห็นหรือเปล่า?
ครั้งนี้เราจะจับส่วนหนึ่งของการ “ส่งเสริมการขาย” มาเปลือยกันให้เห็นจนหมดเปลือก
ว่ามีเทคนิคอะไรบ้าง เครื่องมือใดที่เหมาะสม และจะเกิดผลลัพธ์อย่างไร?

1. ทดลองใช้ฟรี ถูกใจกลับมาซื้อแน่
ของใหม่ ยังไม่มีใครรู้จัก..อย่างนั้นก็แจกดีกว่าค่ะ!
ด้วยเทคนิคสุดคลาสสิคที่ไม่เฉพาะเป็นการแนะนำสินค้าของคุณ แต่ยังให้ผู้บริโภคได้ทดลองใช้จริง เข้าถึง Product Value นำไปสู่การตัดสินใจซื้อภายหลัง

โดยการแจกสินค้าทดลองใช้ (Sampling) นั้น สามารถนำ SMS 2ways มาเป็นช่องทางในการลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิ์และแสดงหลักฐานกับพนักงานหน้าเคาท์เตอร์เพื่อรับสินค้าจริงได้ นอกจากจะเป็นวิธีที่ง่ายและสะดวกกับลูกค้าแล้ว วิธีนี้ยังช่วยให้แบรนด์สามารถบริหารจัดการได้อย่างเบ็ดเสร็จจาก system controller และสิ่งที่ได้มากกว่านั้นคือฐานข้อมูลลูกค้าที่ลงทะเบียนเข้ามาทั้งหมด นำไปสู่การสร้าง “BIG DATA”

แต่ SMS 2way ก็เป็นเพียงช่องทางหนึ่งในอีกหลายช่องทางที่มีประสิทธิภาพค่ะ ฉะนั้นในการเลือกใช้เครื่องมือเราอาจต้องตัดสินใจด้วยปัจจัยหลายอย่าง เช่น ลักษณะสินค้า กลุ่มเป้าหมาย หรือ งบประมาณที่จำกัดค่ะ

2. คูปองส่วนลด ยิ่งให้-ยิ่งได้
Coupons ส่วนลด ใครบ้างไม่ชอบ!?
สำหรับนักช้อป..Coupons ส่วนลดเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้รู้สึก happy มากขึ้น เพราะสามารถซื้อสินค้าในราคาที่ถูกลง มีเงินเหลือไปช้อปอย่างอื่นได้อีก

แต่สำหรับนักการตลาด..Coupons เป็นเครื่องมือช่วยกระตุ้นความอยาก หรือ need ของลูกค้า เพื่อให้เข้ามาที่ shop ก่อน และอย่างที่รู้กันดีว่าพฤติกรรมของนักช้อปส่วนมาก จะไม่มาเพื่อซื้อสินค้าเพียงชิ้นเดียวแน่ๆ และมักจะจบลงด้วยยอดซื้อที่มากกว่า budget ที่กำหนดไว้เสมอ

และเพื่อความสะดวกมากขึ้นทั้งลูกค้าและแบรนด์ เราสามารถส่งเป็น E-Coupons โดยใช้ MMS (Multimedia Messaging Service) หรือเรียกง่ายๆ ว่า “ข้อความภาพ” ที่ดึงดูดด้วยภาพสีสันสวยงาม และเข้าใจได้ง่าย ช่วยกระตุ้นความสนใจได้เป็นอย่างดี

3. Cash Back จ่ายแล้ว..ได้เงินคืน!?
“บัตรของคุณจะถูกใช้บ่อยมากขึ้น”
วิธีนี้จะพบเห็นมากในรูปแบบของบัตรเครดิต, member card ต่างๆ ที่ให้คุณได้รับดีลดีๆ ทั้งร้านอาหาร , โรงแรม, ตั๋วเครื่องบิน หรือสิทธิพิเศษต่างๆ กับร้านค้าที่ร่วมรายการ โดยการใช้จ่ายผ่านบัตรในวงเงินที่กำหนด แล้วได้รับเครดิตคืนเงินตามเงื่อนไขที่ระบุไว้

ซึ่งสมาชิกสามารถแจ้งขอเครดิตเงินคืนได้โดยผ่านทาง SMS ทำให้สมาชิกรู้สึกคุ้มค่ากับการใช้บัตรมากขึ้น และต้องการที่จะหยิบบัตรนี้ขึ้นมาใช้ในครั้งต่อๆ ไป เพราะ “ใช้ทุกครั้ง ได้ส่วนลดทุกครั้ง”

4. Up Sale ด้วยสิทธิแลกซื้อ
“ซื้อครบ 500 บาท สามารถแลกซื้อสินค้าพรีเมี่ยมในราคาพิเศษ”
..คุ้นๆ กับประโยคแบบนี้หรือเปล่าคะ…รู้หรือไม่?

“สิทธิ์แลกซื้อ” เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ช่วยกระตุ้นยอดขายได้เป็นอย่างดี.. จากการเสนอบางสิ่งที่น่าสนใจโดยแลกกับเงื่อนไขบางอย่างนั่นคือ ยอดซื้อ ที่แบรนด์ต้องการประกอบกับการใช้เทคโนโลยีในปัจจุบันอย่าง feature “Rewards Card” ของ [email protected] ทำให้เกิด customer experience ในรูปแบบใหม่ๆ ให้เกิดความสนุกและสร้างการติดตามจากลูกค้ามากขึ้น

5. Display ให้โดดเด่น จนกลายเป็นเป้าสายตา
เคยเห็นแบรนด์ต่างๆ ที่เลือกสินค้าบางชนิดมาจัดวางหน้าร้าน หรือ ชั้นวางด้านหน้าใกล้จุดชำระเงินไหมคะ? (ถ้านึกไม่ออก ให้นึกถึง 7-ELEVEN ที่จะจัดสินค้าที่อยู่ในรายการ “สิทธิ์แลกซื้อ” มาไว้ที่ด้านหน้า)

วิธีเหล่านี้ เรียกอีกอย่างว่า การจัดแสดงสินค้า ณ จุดซื้อ (point-of-purchase promotion) ซึ่งก็รวมความไปถึง ป้ายส่งเสริมการขาย หรือการโชว์สาธิตตัวอย่างสินค้าต่างๆ
โดยวิธีนี้ก็จะเพิ่มความโดดเด่นของตัว Product เพื่อดึงดูดให้เกิดการซื้อขายได้มากเลยทีเดียวค่ะ

Mobile Connect Co.,Ltd.

Categories
News&Update

TREND TWITTER ในไทย เมื่อวัยรุ่นไทยหันไปซบอก Twitter.. โจทย์ใหม่ของนักการตลาด..กำลังจะมาถึง!?

เมื่อวัยรุ่นไทยหันไปซบอก Twitter..
โจทย์ใหม่ของนักการตลาด..กำลังจะมาถึง!?

เคยรู้สึกเบื่อ Facebook ไหมคะ?
ถ้าใช่ คุณก็อาจเป็นอีกหนึ่งคนที่กำลังเปิด account “Twitter” ที่ขึ้นชื่อเรื่อง “ความไวของข่าวสาร” และ “การกำเนิดเทรนด์ต่างๆ” ก่อนจะแพร่ไปยัง Social Platform อื่นๆ ซึ่งก็อาจจะเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ ตัวเลข User ของเจ้านกน้อย Twitter ตัวนี้ดีดขึ้นชนิดที่ฉุดไม่อยู่เลยทีเดียว!

เราลองมาดูสถิติการใช้งาน twitter ของคนไทยในปัจจุบันกัน ว่าจะมีผลต่อพฤติกรรมของลูกค้าของเราอย่างไรบ้าง

แน่นอนค่ะ จำนวนผู้ใช้งานของ Twitter จนวันนี้ก็ยังไม่เท่า Facebook (และคงอีกนานกว่าจะตามทัน) แต่ “อัตราการเติบโต” (Growth Rate) ของ Twitter ในประเทศไทย กลับทิ้งห่าง Facebook แบบไม่เห็นฝุ่น แถมยังเป็นตัวเลขที่มากที่สุดในโลกอีกด้วย เมื่อเทียบกับ Platform อื่น (33%)

ส่วนในเรื่องของ “อายุ” ต้องบอกว่า วัยรุ่นในช่วงอายุไม่เกิน 24 มาเป็นอันดับหนึ่งค่ะ และอันดับรองลงมาคือ
อายุ 25-34 :: 30%
อายุ 35-44 :: 18%
อายุ 45-54 :: 11%
อายุ 55-64 :: 7%
โดยในสัดส่วนผู้ใช้งานทั้งหมดแบ่งเป็น เพศชาย 50% หญิง 50% เท่าๆ กัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าลักษณะ Content และความไวของข่าวสารใน Twitter สามารถตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ได้ค่อนข้างดีในช่วงเวลานี้

“กรุงเทพฯ ทวิต กระจาย”
จาก 100% ของผู้ใช้งานในประเทศไทยทั้งหมด กรุงเทพฯ มาแรงเป็นอันดับหนึ่งค่ะ
และจังหวัดอื่นๆ ที่ติด Top 5 นอกเหนือจาก กรุงเทพฯ ก็คือ
อันดับ 2 :: เชียงใหม่ >> 10.9%
อันดับ 3 :: หาดใหญ่-สงขลา >> 5.8%
อันดับ 4 :: นครราชสีมา >> 8.2%
อันดับ 5 :: พัทยา-ชลบุรี >> 7.1%
และจังหวัดอื่นๆ >> 4.6%

“แล้วคนไทยที่ใช้ Twitter เขาสนใจอะไรกัน?”
เมื่อหลายคนอยู่ร่วมกัน ก็มักมีความสนใจที่หลากหลาย..แต่อะไรมากที่สุดล่ะ?
ตัวเลขสถิติในแต่ละ categories ด้านบนน่าจะเป็นประโยชน์ต่อการกำหนดกลยุทธ์ต่อไปนะคะ

#Twitter อาวุธชิ้นใหม่ของนักการตลาด ด้วยความสามารถที่ไม่แพ้ Social Platform อื่นๆ คือ
Promote Tweet จะเป็นการซื้อโฆษณาเพื่อให้ Tweet ของเราอยู่บนสุดของหน้าแรก (Home)
Promote Account เพื่อการโปรโมทบัญชีผู้ใช้งานของเราเอง โดยจะปรากฏในส่วน “แนะนำการติดตาม (Who to follow)” ที่ด้านขวามือของหน้าแรก
Promote Trend คือการจ่ายเงินเพื่อซื้อ Keyword ที่เป็นแฮชแท็กของตนเองให้ขึ้นอยู่อันดับแรก ในส่วนของ “Trend” ด้านซ้ายมือ
โดย 3 รูปแบบ Ads นี้สามารถตั้ง Target ที่แม่นยำมากกว่า Facebook ไม่ว่าจะเป็น
Interest target Ads (ยิงโฆษณาตามความสนใจ)
Searching Ads (ยิ่งโฆษณาตามการค้นหาของ user)
Keyword Ads ที่เป็นการจับ “คำ” ของ Tweet จากทุก user ซึ่งนับว่าเป็นเทคโนโลยีที่เหนือไปอีกขั้นที่จะทำให้ทุกโฆษณาของเราพุ่งตรงไปยังกลุ่มเป้าหมายโดยวิเคราะห์ความสนใจจาก “คำ” ที่พิมพ์ลงใน tweet นั่นเอง
และนี่ก็เป็นสิ่งที่นักการตลาดต้องคิดต่อว่า ควรหรือไม่..?
ที่จะทุ้มงบโฆษณาไปกับเครื่องมือชิ้นใหม่นี้ และจะใช้เจ้านกสีฟ้าสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้แบรนด์ของคุณได้อย่างไร….

ขอบคุณข้อมูลจาก Thailand Zocial Awards 2018 โดยข้อมูลดังกล่าว นับตั้งแต่ ปี 2017 จนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2018 และ Global Web Index, Nielsen & IAB, Digital Ratings,+ Nielsen Twitter Consumer Survey

Categories
News&Update

C2C ก็มา! ยุคนี้ อยู่บ้านก็ Shopping ได้ ซื้อ-ขาย Online ใครก็ทำเป็น

ยุคนี้ อยู่บ้านก็ Shopping ได้
ซื้อ-ขาย Online ใครก็ทำเป็น

C2C หรือที่เรียกว่า Customer to Customer คือการซื้อขายระหว่างผู้บริโภคกันเอง ซึ่งส่วนมากจะอยู่บนพื้นที่เว็บไซต์ต่างๆ อันเป็นผลพวงจากอินเทอร์เน็ตที่ทำให้ผู้คนในยุคปัจจุบันเข้าถึงกันง่ายขึ้น
..ถ้าพูดตรงตัวก็คือ ลูกค้าของเรา เขาซื้อขายกันเองแล้วค่ะ!
ถึงเวลาที่แบรนด์อย่างเราๆ ต้องปรับตัวด้วยการเข้าไปอยู่ใน online marketplace หรือสร้าง own marketplace เพื่อรองรับพฤติกรรมผู้บริโภคในปัจจุบัน

ซึ่งอีกหนึ่งสัญญาณที่บ่งบอกว่า Online Shopping มาแน่ๆ.. เมื่อบริษัทการตลาดออนไลน์ยักษ์ใหญ่อันดับ 2 ของประเทศจีน อย่าง JD.com (อันดับ 1 คือ Alibaba) กำลังคุยกับ “เซ็นทรัล” ของประเทศไทย! ด้วยเหตุผลที่ว่า ประเทศไทย เป็นศูนย์กลางที่เชื่อมต่อไปถึงประเทศเพื่อนบ้านได้ เช่น มาเลเซีย เวียดนาม พม่า นั่นเองค่ะ

และด้วยสถิติมูลค่า E-commerce ของประเทศไทยในปี 2017 เติบโตขึ้นถึง 9.86% (อ้างอิงจาก EDTA Thailand) ก็น่าจะช่วยตอกย้ำความมั่นใจให้นักการตลาดทั้งหลายได้กล้าตัดสินใจทำอะไรบางอย่างมากขึ้นนะคะ

แต่ถึงแม้จะมีข้อมูลสนับสนุนมากมาย แต่ก็อย่าลืมว่า ประเทศไทย ยังไม่ใช่ E-Commerce 100% เพราะผู้บริโภคบางกลุ่มยังติดกับพฤติกรรมเดิมๆ ที่ชอบเดินเลือกซื้อสินค้าด้วยตัวเอง และยังมีความกังวลอีกหลายอย่างไม่ว่าจะเป็น กลัวโดนหลอก ,ไม่ได้สัมผัสสินค้า หรือ ลองใช้จริง

ซึ่งหากเราสามารถเข้าใจความกลัวหรือความกังวล และสามารถหา solution ที่ช่วยลดความกังวลเหล่านั้นได้
แอดมินมั่นใจว่าคุณจะสามารถเปลี่ยนผู้บริโภค “คนนั้น” ให้กลายเป็นลูกค้าได้อย่าง 100%

Mobile Connect Co,.Ltd.

Categories
News&Update

ระบบ USSD เริ่มจากอะไร?

ใครเคยเล่นบ้าง? ชิงรางวัล – พิมพ์ *782*xx แล้วกดโทรออก…

#ใครเคยเล่นบ้าง?
ชิงรางวัล – พิมพ์ *782*xx แล้วกดโทรออก…
ที่จริงแล้วระบบนี้เรียกว่า USSD (Unstructured Supplementary Services Data) ซึ่งแต่ก่อนใช้สำหรับ Check Balance (เช็กยอดเงิน) และ เติมเงินค่าโทรศัพท์เท่านั้น ..ยังไม่มีใครรู้ว่ามันทำอะไรได้มากกว่าที่คิด

แล้วกลายเป็นการชิงโชค-ชิงรางวัลได้ยังไงล่ะ?
ผู้ปฏิวัติวงการชิงโชคผ่านโทรศัพท์มือถือ ด้วยการใช้ระบบ USSD ก็คือ…>>คุณตัน ภาสกรนที หรือ ตัน อิชิตัน นั่นเอง!
ย้อนเวลากลับไปช่วง พ.ศ. 2557 (4 ปีที่แล้ว) ที่ Ichitan Group โดดขึ้นสังเวียนการตลาดของเครื่องดื่มชาขวดที่การแข่งขันสูงถึงขนาดพูดได้เลยว่า “อ่อนแอก็แพ้ไป!”

และในช่วงเวลานี้เอง ที่คุณตันได้งัดไม้เด็ด เปลี่ยนระบบ USSD ให้กลายเป็นการชิงรางวัลผ่านโทรศัพท์มือถือ เพื่อเพิ่มยอดขาย และ Branding ธุรกิจที่ตัวเองสร้างขึ้นซึ่งแน่นอนว่า..ไม่เพียงผลลัพธ์ยอดขายเครื่องดื่ม Ichitan ที่มากจนทะลุเพดาน ผ่าปฐพี เท่านั้น แต่ยังเป็นการประชาสัมพันธ์ (Branding) จนคนไทยทั้งประเทศรู้จักดีภายในระยะเวลาไม่นานอีกด้วย (คุณเองก็รู้จัก อิชิตัน มานานใช่ไหมล่ะ?)

คราวนี้เราลองมาดูตัวเลขกันดีกว่า หลังจาก อิชิตัน ขับเคลื่อนการตลาด ด้วย USSD นั้น ผลลัพธ์เป็นอย่างไรบ้าง
>>กำไร อิชิตัน<<
พ.ศ. 2557 :: 1,078 ล้านบาท
พ.ศ. 2558 :: 813 ล้านบาท
พ.ศ. 2559 :: 369 ล้านบาท
พ.ศ. 2560 (ครึ่งปีแรก) :: 153 ล้านบาท

Cr. ลงทุนแทน 2.0

Categories
News&Update

ทำไม Shop Online จะครองโลก

“Online จะยิ่งกว่าเติบโต..คือผู้บริโภคจะเคยชิน”

จากเหตุการณ์โรคระบาดที่บีบให้ผู้ซื้อหาช่องทางเข้าถึงสินค้า ส่วนผู้ขายก็หาช่องทางจำหน่ายกลไกพฤติกรรมในทิศทางเดียวกันนี้เองที่ทำให้กำเนิดเป็นความปกติรูปแบบใหม่ (New Normal) เพื่อตอกย้ำว่าช่องทาง Online กำลังครองโลก

และนี่คือ 3 คำตอบสุดท้ายที่จะทำให้คุณเลือก Online เป็นช่องทางหลักของแบรนด์นับแต่นี้ไป

1. ผู้บริโภคเปลี่ยนพฤติกรรมครั้งใหญ่:: จากที่แต่ก่อนทราบกันว่า Online Platform จะเติบโตอย่างต่อเนื่องในกระแสธุรกิจ และภายในไม่กี่ปีจะกลายเป็นสื่อหลักนั้น าจเกิดขึ้นแล้วในปีนี้ เพราะสถานการณ์ปัจจุบัน ทำให้ผู้บริโภคสูญเสียอำนาจพื้นฐานในการเลือกช่องทางการเข้าถึงสินค้า นำไปสู่การปรับตัวพร้อมกันเพื่อใช้งาน Online Platform อันเป็นช่องทางเชื่อมต่อกับแบรนด์ที่ยังคงมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ Growth rate ช่องทาง Online ดีดตัวขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน

ซึ่งก็ไม่แปลกเลยหากผู้บริโภคจะพัฒนาจาก “ลองใช้” ก้าวไปสู่ “ความเคยชิน” ด้วยเวลาเพียงไม่นาน เพราะหนึ่งในโจทย์สำคัญที่ผู้พัฒนาระบบต้องคำนึงถึงคือ “ความง่าย” ให้ผู้บริโภครู้สึกว่า platform ใช้งานได้สะดวก

จากข้อมูลของ Nielsen หนึ่งในบริษัทที่วิจัยด้านการตลาดเผยข้อมูลให้เห็นว่า ปัจจุบันผู้บริโภคเริ่มสั่งซื้อในรูปแบบ Auto Subscription ที่สามารถซื้อเพียงครั้งเดียว แล้วแบ่งส่งรายเดือนหรือสัปดาห์ มากถึง 48% เพราะสามารถลดขั้นตอนในการซื้อซ้ำได้ ไม่เท่านั้น เมื่อตัวเลือกช่องทางมีไม่มาก ยังส่งผลให้ผู้บริโภค “ยอม” แลกข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อเป็น Member ในการรับสิทธิพิเศษต่างๆ อีกด้วย นานไป.. จากเคยชิน ก็กลายเป็นชอบในที่สุด

2. เมื่อออนไลน์ขยายตัว โลจิสติกส์ก็ขยายตาม :: การขนส่งสินค้า ที่เป็นภาคส่วนสำคัญของการซื้อขายออนไลน์ก็ต้องขยายตัวเพื่อรองรับพฤติกรรมผู้บริโภค ที่สำคัญ..ทิศทางของธุรกิจโลจิสติกส์หลังการขยายตัวนี้ก็ย่อมมาพร้อมกับข้อเสนอมากมายเพื่อ “ดึงลูกค้า” ให้มาใช้บริการของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นค่าขนส่งที่ถูกกว่า การสะสมแต้มที่อาจนำไปใช้แลกสิทธิพิเศษ หรืออื่นๆ อีกมากมาย

สุดท้ายผู้ที่รับผลประโยชน์ไปเต็มๆ ก็คือผู้บริโภค..แล้วจะมีเหตุผลอะไรอีกล่ะ? ที่จะไม่สั่ง Online

3. Social media สู่ E-Commerce :: Platform Social media และ Chat App ยอดฮิตทั้งหลายก็ปรับตัวให้ใช้งานได้ง่ายขึ้นอย่างไม่หยุดเพื่อตอกย้ำความเป็น “Social” อย่างแท้จริงที่ต้องรองรับทุกพฤติกรรมของผู้ใช้งาน ทีนี้เมื่อช่องทาง Social media สามารถทำหน้าที่ทดแทน E-Commerce ได้อย่างครบวงจร เพื่อให้ผู้ใช้บริการไม่ต้องเปลี่ยน Platform ในการ Shop Online แล้ว ก็ช่วยลดขั้นตอนและความเสี่ยงที่จะสูญเสียลูกค้าไปใน Customer journey ได้

Social media ที่ว่าผู้บริโภคเคยชินอยู่แล้ว ก็ยิ่งกลายเป็น Platform ประจำตัวของใครหลายคน

ทั้ง 3 ข้อที่กล่าวถึง ก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งของเหตุผลมากมาย ที่จะย้ำเตือนกับเจ้าของแบรนด์ทุกคนว่าให้ “เตรียมตัว” สำหรับเครื่องมือการตลาดที่สามารถตอบโจทย์พฤติกรรม “New Normal” ในการนำผู้บริโภคเข้าถึงสินค้าคุณในช่องทาง Online Platform ได้ก่อนใคร

คำถามต่อมาคือ เครื่องมือใดที่จะช่วยให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น..?

คำตอบง่ายๆ แต่ชัดเจน คือ Google Ads เว็บไซต์ Search Engine อันดับหนึ่ง

เพราะอะไรนั้น..เราจะขออธิบายง่ายๆ ดังนี้

 เชื่อมต่อได้ทุก Platform ไม่ว่จะเป็น YouTube, Facebook, และที่สำคัญคือ Website ของคุณเอง
 รองรับการค้นหาทั้งรูปแบบ Keyword และ Picture
 “เลือกซื้อ” Keyword สำหรับชิ้นงานโฆษณาได้อิสระ และการตั้งค่ามากมายที่จะปล่อยให้คุณใช้เทคนิคต่างๆ ได้เต็มที่ให้โฆษณาไปปรากฏกับลูกค้าที่แท้จริงของคุณ

และด้วยคุณสมบัติการเป็น “ต้นทาง” ที่สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้แม่นยำ แล้วยังมีอิสระสูงสำหรับการจัดสรรงบประมาณในการเปิดใช้งาน ทำให้ Google Ads ที่ก่อนหน้านี้ผลลัพธ์มากแค่ไหน New Normal จะยิ่งตอกย้ำความคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น

Categories
News&Update

INFLUENCER MARKETING คืออะไร?

INFLUENCER MARKETING เรียกอีกอย่างว่า KOL (Key Opinion Leader) คือกลยุทธ์การตลาดชนิดหนึ่ง ที่ให้ผู้มีชื่อเสียงการันตีคุณภาพของโปรดักส์แทนการโฆษณาจากตัวแบรนด์เอง ด้วยการสร้าง Content ในรูปแบบเฉพาะตัว มีความน่าสนใจ สามารถเข้าถึงผู้คนจำนวนมาก และโน้มน้าวให้เกิดความต้องการโปรดักส์จากผู้บริโภคได้ (สร้างอิทธิพลทางความคิด)

หากจะพูดให้เข้าใจง่ายขึ้นไปอีก..ก็คือการซื้อโฆษณาจาก Influencer เพื่อ Branding โปรดักส์ของเราผ่านช่องทางของเขาค่ะ


1. การเข้าถึง

เป็นเรื่องจริงที่..พลัง Social Media มากแค่ไหน..พลังของ Influencer ก็มากเท่านั้น เพราะด้วยความเป็น “ผู้นำความคิด” ที่กลุ่มผู้ใช้งานพร้อมเปิดรับ เชื่อฟัง และเผยแพร่ต่อ บวกกับอัลกอริทึม (Algorithm) ของช่องทาง Social ต่างๆ ที่พร้อมจะดัน Content ที่ได้รับ Engagement ดีขึ้นโชว์เป็นอันดับต้นๆ ให้ ผู้ใช้งานจำนวนมากเห็น (แล้วก็เกิดเป็นการแชร์กันต่อไปอีกไม่รู้จบ หรือที่เรียกกันติดปากว่า Viral นั่นเองค่ะ)

2. Influencer เป็นมากกว่า กระบอกเสียง

ถ้าใครกำลังเข้าใจว่า Budget ที่ใช้ไป แลกได้เพียงการกล่าวถึงโปรดักส์จาก Influencer เท่านั้นก็ถือว่าผิดค่ะ 🙂 เพราะหนึ่งในจุดเด่นของ Influencer คือ “ฝีมือ” ในการสร้าง Content ที่สร้างสรรค์ มีความเฉพาะตัว ด้วยความรู้เฉพาะทาง อันเป็นเหตุผลที่ทำให้มีผู้ติดตามจำนวนมาก ที่ชอบในเรื่องเดียวกัน
ฉะนั้นการทุ่ม Budget กับ Influencer จึงเทียบเสมอได้กับการซื้อ “Creative Idea” หรือ ความสามารถเฉพาะ ที่ตัว Influencer มีอยู่แล้ว ซื้อ “กลุ่มเป้าหมาย” ที่เราต้องการซึ่ง Influencer มีพร้อมอยู่ในมือ ซื้อการโพสต์เพื่อเข้าถึงผู้คนจำนวนมาก และสุดท้าย ซื้อความเชื่อใจ ความเชื่อมั่นต่อโปรดักส์ของเราเอง

3. เป็นตัวช่วย Campaign ที่ทรงพลัง

งานเปิดตัวโปรดักส์ จัดการแข่งขัน คอนเสิร์ตต่างๆ ซึ่งจากความสามารถของ Influencer ที่สร้างได้ทั้ง Awareness, Trust และ Revenue ก็คงไม่ต้องสงสัยว่ากิจกรรมทางการตลาดต่างๆ ของแบรนด์คุณที่กำลังจะจัดขึ้น จะได้รับการผลักดันที่ดีเยี่ยม เพื่อดัน Campaign ให้ทะลุเป้าตามที่หวัง
Influencer จึงถือว่าเป็นชิ้นเฟืองที่จะช่วยให้การตลาดสมบูรณ์แบบอย่างแท้จริงค่ะ

Micro Influencer

เสียงที่เบากว่า..แต่ทุกคนพร้อมจะรับฟัง!
สู่อันดับหนึ่ง INFLUENCER MARKETING TREND

Micro Influencer

อธิบายอย่างตรงตัวก็คือ “Influencer ที่จำนวนผู้ติดตามไม่มากนัก” อาจเริ่มจากการเป็น User ทั่วไป ที่ชอบสร้าง Content เล็กๆ น้อยๆ ตามความชื่นชอบ ความถนัดของตนเอง หรือ Review สินค้า/โปรดักส์ต่างๆ เป็นประจำ จนมีผู้สนใจและติดตามกลุ่มเล็กๆ ในที่สุด โดยยอดผู้ติดตามเกณฑ์คร่าวๆ ได้ตั้งแต่ 1,000 ถึง 10,000 คน (Micro Influencer จึงอาจเป็นใครก็ได้..คุณก็เช่นกันค่ะ )
ด้วยความง่ายนี้เอง Micro Influencer ในปัจจุบัน จึงกำเนิดขึ้นตามช่องทางต่างๆ เป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ได้อย่างชัดเจน ถึงความนิยมของ Influencer Marketing

แต่ Micro Influencer มีผู้ติดตามน้อยไม่ใช่เหรอ..
แล้วทำไมหัวข้อจึงบอกว่า เป็นอันดับ 1 ล่ะ?
ด้านล่างมีคำตอบที่ชัดเจนค่ะ

Influencer VS Micro Influencer

ผลลัพธ์ ที่ไม่ได้วัดผลด้วยจำนวนผู้ติดตาม

แต่จะใช้ Micro Influencer ก็กลัว Reach น้อย..แบบนี้จะเลือกใครดีล่ะ?

เป็นหน้าที่ของนักการตลาดที่ต้องตีโจทย์ค่ะ ว่าสินค้าหรือบริการที่จะใช้กลยุทธ์การตลาดแบบ Influencer นั้น มี Objective คืออะไร?

และ Objective นั้นหมาะกับ Micro Influencer หรือ Powerful Influencer กันแน่? (ภาพนี้ สามารถอธิบายได้คร่าวๆ ถึง Benefit ที่แตกต่างกันค่ะ)
เพราะด้วย Benefit ที่ต่างกันชัดเจนอย่างที่กล่าวมานั้น ทำให้เราต้องวิเคราะห์ แยกแยะ เข้าใจทั้งกลุ่มเป้าหมาย และสินค้าตัวเองเป็นอย่างดี รวมไปถึงศึกษาคู่แข่งทางการตลาด โดยเฉพาะในกลุ่มที่มี Target เดียวกัน เพราะมีโอกาสสูงที่พวกเขาก็มองหา Influencer แบบเดียวกันกับคุณ (และ สินค้า ของพวกเขาอาจเป็น ‘ไวรัล’ ไปเรียบร้อยแล้ว ด้วย Influencer )

Influencer Marketing จึงเป็นอีกความท้าทายหนึ่งของนักการตลาดปัจจุบัน ที่ผู้บริโภคเริ่ม “เชื่อ” สื่อโฆษณา หรือสารที่มาจากแบรนด์น้อยลง แต่จะมองหา Content รูปแบบอื่น บน platform ต่างๆ เพื่อศึกษาก่อนตัดสินใจซื้อ และใน Platform เหล่านั้นเอง ก็ได้กลายมาเป็นพื้นที่การแข่งขันทางการตลาด ที่มีคู่แข่งเท่านกบนท้องฟ้า และ Influencer จำนวนมากให้เลือกเท่าปลาในมหาสมุทร.

Categories
News&Update

โครงการโรงเรียนศีล 5 ครอบครัวอบอุ่น

ร่วมกับ บริษัท โมบาย คอนเน็ค จำกัด ได้จัดกิจกรรมมอบทุนการศึกษา และเกียรติบัตรแก่ตัวแทนโรงเรียนที่ได้รับคัดเลือกทั้งหมด 21 แห่ง จากทั้งหมด 225 แห่ง ในงานสัมมนา หลักสูตรสู่การเป็น “โรงเรียนต้นแบบรักษาศีล 5 เชิงคุณภาพ ครอบครัวอบอุ่น ด้วย 7 กิจวัตรความดี” เพื่อมุ่งหวังยกระดับคุณภาพของเยาวชน และครอบครัว

โดยภายในงาน มีทั้งกิจกรรม สวดมนต์ นั่งสมาธิ การเรียนรู้เพื่อมีความสุขด้วย “ศีล” “ความสะอาด” “ระเบียบ” และจัดแสดงผลงานของน้องๆ ตัวแทนโรงเรียนทุกคน ตลอดระยะเวลา 3 วัน 2 คืน ที่ ภูเขางามรีสอร์ท จังหวัดนครนายก ก่อนจะเดินทางกลับโดยสวัสดิภาพ

Categories
News&Update

กิจกรรมแบบไหนต้องขออนุญาตบ้าง

หายงง หายสงสัย สรุปมาให้แล้ว… กิจกรรมแบบไหนต้องขออนุญาตบ้าง👇👇👇👇👇👇👇👇

นักการตลาดหลายท่านที่กำลังวางแผนกิจกรรมทางการตลาดอยู่ ต้องไม่ลืม recheck ว่ากิจกรรมของคุณเข้าข่าย “การชิงโชค” หรือเรียกตามกฎหมายว่า “การแถมพกหรือรางวัลว่าด้วยการเสี่ยงโชค”หรือไม่? เพราะหากเป็นเช่นนั้นจะต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาตก่อน จึงจะทำได้

ทั้งนี้สามารถติดต่อกับหน่วยงานราชการในเขตพื้นที่ที่เราจะดำเนินการจับรางวัล โดยยืนหนังสือประกอบด้วยเอกสารของบริษัทและรายละเอียดกิจกรรม ซึ่งค่าธรรมเนียมจะขึ้นกับกติกาของกิจกรรม

หมายเหตุ >> หากฝ่าฝืน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับตั้งแต่ 50 บาท ขึ้นไปจนถึง 2,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามพระราชบัญญัติการพนัน พุทธศักราช 2478 และต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 30,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522

กิจกรรมที่ต้องขออนุญาต

 กิจกรรมบน Facebook ที่ไม่มีเงื่อนไขการซื้อสินค้า และดำเนินการจับรางวัลหาผู้โชคดี
 กิจกรรมบน Facebook ที่มีเงื่อนไขการซื้อสินค้า และดำเนินการจับรางวัลหาผู้โชคดี
 กิจกรรมผ่านระบบ SMS หรือ Microsite ที่มีเงื่อนไขการซื้อสินค้า และดำเนินการจับรางวัลหาผู้โชคดี
 ให้สิทธิ์ลุ้นส่วนลดพิเศษเมื่อทำธุรกรรมบางอย่างที่กำหนด อาจจะเป็นการซื้อสินค้าหรือไม่ก็ได้ โดยให้สิทธิ์ทุกคนแต่มีมูลค่าไม่เท่ากัน
 กิจกรรม Vote ที่ผู้ร่วมโหวตมีสิทธิ์ในการลุ้นรางวัลทุกคน

กิจกรรมที่ไม่ต้องขออนุญาต

 กิจกรรมบน Facebook ที่ไม่มีเงื่อนไขการซื้อสินค้า และให้รางวัลกับทุกคน
 กิจกรรมบน Facebook ที่มีเงื่อนไขการซื้อสินค้า และให้รางวัลกับทุกคน
 ให้สิทธิ์ได้รับส่วนลดพิเศษทุกคนหลังซื้อสินค้าตามมูลค่าที่กำหนดทันที ซึ่งแต่ละคนอาจจะได้ไม่เท่ากัน
 กิจกรรม Vote ผ่านระบบ SMS หรือช่องทางต่างๆ ทั้งที่ผู้ร่วมกิจกรรมเสียค่าใช้จ่ายหรือไม่ก็ตาม โดยผู้ร่วมโหวตไม่มีสิทธิ์ได้รับของรางวัลใดๆ ทั้งสิ้น

สามารถสอบถามเพิ่มเติม หรือปรึกษาฟรีที่ 065-895-8328 หรือ Line OA : http://bit.ly/39HWfbs